การวิเคราะห์ราคา ทองคำ ตามสถานการณ์ปัจจุบัน มีความน่าสนใจมากสำหรับคนที่ชอบลงทุนกับทองคำ เพราะตอนนี้อยู่ในยุคที่เศรษฐกิจโลกเต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งจากนโยบายทางการเงิน และสถานการณ์ความไม่สงบในหลายภูมิภาค และการหาคำตอบว่า แนวโน้มทองคําขึ้น-ลง มาจากปัจจัยอะไรบ้าง ต้องมองภาพรวมผ่าน 5 ปัจจัยหลักดังนี้
นโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)
ดอกเบี้ยถือเป็นคู่ปรับตัวฉกาจของทองคำ โดยปกติแล้วหาก ดอกเบี้ยเป็นขาลง ราคาทองคำมักจะ พุ่งสูงขึ้น เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีปันผลหรือดอกเบี้ย เมื่อฝากเงินแล้วได้ดอกเบี้ยน้อยลง นักลงทุนจึงหันมาถือทองคำแทน ในทางกลับกัน หากเงินเฟ้อพุ่งจน Fed ต้องประกาศ ขึ้นดอกเบี้ย ราคาทองคำก็อาจจะถูกเทขายและปรับตัวลดลงได้
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) และเงินบาทไทย
ทองคำโลกซื้อขายด้วยสกุลเงินดอลลาร์ ดังนั้นหาก ดอลลาร์อ่อนค่า ทองคำจะมีราคาถูกลงในสายตาของผู้ถือเงินสกุลอื่น ทำให้ความต้องการซื้อเพิ่มขึ้นและดันราคาให้สูงขึ้น
- สำหรับประเทศไทย ต้องดูค่าเงินบาทประกอบด้วย แม้ทองคำโลกจะราคาเท่าเดิม แต่ถ้า เงินบาทอ่อนค่า ราคาทองในไทยจะแพงขึ้นทันที นี่คือเหตุผลที่บางครั้งทองโลกนิ่ง แต่ทองไทยกลับนิวไฮ
ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics)
ทองคำมีสถานะเป็น Safe Haven หรือสินทรัพย์ปลอดภัย เมื่อใดก็ตามที่มีสงคราม ความตึงเครียดระหว่างประเทศ หรือการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น นักลงทุนจะเกิดความกลัวและโยกเงินออกจากหุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยงมาเก็บไว้ในทองคำ สถานการณ์โลกในปัจจุบันยังคงมีจุดตึงเครียดหลายแห่ง ซึ่งเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำประคองตัวอยู่ในระดับสูง
การสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก
ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ มีพฤติกรรมการถือครองสินทรัพย์ที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลต่อราคาทองคำดังนี้
- การลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์ (De-dollarization) หลายประเทศ เช่น จีน และอินเดีย พยายามลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐเพียงอย่างเดียว จึงหันมาเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศมากขึ้น
- การสร้างฐานราคาที่แข็งแกร่ง แรงซื้อมหาศาลจากธนาคารกลางเปรียบเสมือนกำแพงกั้นราคา ทำให้เมื่อราคาตลาดโลกย่อตัวลง จะมีแรงซื้อคืนกลับไปอย่างรวดเร็ว (Buy on Dip) ส่งผลให้ราคาทองคำไม่หลุดระดับแนวรับสำคัญได้ง่ายๆ
- ความมั่นคงในภาวะวิกฤต ธนาคารกลางมองว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยงด้านคู่สัญญา (Counterparty Risk) และไม่สามารถถูกอายัดหรือแทรกแซงโดยนโยบายของประเทศอื่นได้เหมือนเงินตรา
- การกระจายความเสี่ยงของพอร์ตรายได้ประเทศ ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนสูง การถือทองคำช่วยรักษามูลค่าของทุนสำรองไม่ให้ผันผวนตามค่าเงินสกุลใดสกุลหนึ่งมากเกินไป
สภาวะเงินเฟ้อและเศรษฐกิจถอยหลัง
ทองคำถูกใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ (Inflation Hedge) มาอย่างยาวนาน หากข้าวของแพงขึ้น เงินในกระเป๋ามีอำนาจซื้อลดลง ผู้คนจะมั่นใจในการถือ ทองคำ มากกว่าเงินกระดาษ เพราะทองคำมีมูลค่าในตัวเองและไม่สามารถพิมพ์เพิ่มได้ตามใจชอบเหมือนธนบัตร
สรุป
ทิศทางราคาทองคำในปีนี้เปรียบเสมือนตาชั่ง ระหว่าง แรงหนุน จากความไม่แน่นอนของโลกและการสะสมของธนาคารกลาง กับ “แรงกดดัน” จากนโยบายดอกเบี้ยที่ยังไม่นิ่ง หากสถานการณ์โลกยังตึงเครียดและดอลลาร์เริ่มอ่อนตัวลง เราอาจได้เห็นทองคำทำสถิติใหม่ แต่หากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้ดีเกินคาดและดอกเบี้ยกลับมาเป็นขาขึ้น ทองคำก็อาจเข้าสู่ช่วงปรับฐานเพื่อให้ตลาดได้พักตัว


